วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

วิธี Copy รูปจากเฟสบุ๊คด้วยการดาวน์โหลดทีเดียวทั้งอัลบัม ด้วย Google Chrome


หลายคนที่ต้องการรูปภาพจาก facebook แต่ไม่รู้จะว่าจะเอามาได้ยังไง หรือไม่ก็รู้แค่วิธีก็อปมาทีละรูป วันนี้ผมเลยมาแนะนำวิธี  Copy รูปจากเฟสบุ๊คด้วยการดาวน์โหลดทีเดียวทั้งอัลบัม  ด้วยแอปจากเบราวเซอร์ Google Chrome ซึ่งเจ้า app ตัวนี้มีชื่อว่า Download FB album มาเริ่มกันเลยดีกว่าครับโดยขั้นตอนแรกภาพประกอบดังนี้

1.     ให้ download  facebook-album-downloader 

https://chrome.google.com/webstore/detail/facebook-album-downloader/jcheapnmfbmcccnbjhhkmleoiljgpmkl

ซึ่งลิงค์ก็จะเชื่อมไปยังหน้า Chrome Web Store และมีข้อแม้ว่าต้องใช้ Chrome ในการเข้า พอกดแล้วก็จะเจอดังภาพครับ

 

2. จากรูปภาพด้านบนให้คลิกที่ปุ่ม +เพิ่มใน CHROMEจะ alert ขึ้นมาแล้วให้เรากดปุ่ม เพิ่ม

3. จากนั้น app ก็จะทำการติดตั้งพอเสร็จแล้วจะปรากฎ Tools ข้างบนแถบบาร์เป็นรูปตามด้านล่างครับ

 



4.ต่อไปเข้าสู่การดาวน์โหลดรูปที่อัลบัมกันครับ เข้าไปอัลบัมรูปภาพในเฟสบุ๊คไปที่อัลบัมที่เราต้องการดาวน์โหลด


 
5. จากนั้นคลิกที่รูป tools   ในข้อที่ 3 แล้วก็จะปรากฎหน้าแท็บใหม่ขึ้นมา แล้วมีรูปภาพในอัลบัมโชว์ทั้งหมดดังภาพด้านล่างครับ

6. กด Zip download เพื่อทำการ Save รูป และรูปภาพทั้งหมดจะถูกดาวน์โหลดไว้ที่เดสก์ท็อปในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราครับ

 


7.  กด Generate File แล้วกด Download

 


วันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เอฟบีไอ เตือน ระวังอันตรายจากมัลแวร์บนมือถือ

เอฟบีไอ เตือน ระวังอันตรายจากมัลแวร์บนมือถือ
มีรายงานล่าสุดจากทางเอฟบีไอ ได้ออกโรงเตือนประชาชนผู้ใช้สมาร์ทโฟน โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ให้ระมัดระวังมัลแวร์ที่อาจจะสร้างความเสียหายได้
โดยหน่วยงานใหญ่ของรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ออกแจ้งเตือนให้ผู้ใช้งานโทรฯมือถือได้ตระหนักถึงภัยอันตรายที่จะแฝงมา กับมัลแวร์ โดย Internet Crime Complaint Center (IC3) ซึ่งเป็นศูนย์ร้องเรียนอาชญากรรมบนอินเทอร์เน็ตของรัฐบาล รวมถึงเอฟบีไอ ได้ออกคำเตือนเรื่อง มัลแวร์บนมือถือ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา "IC3 ได้รับการตระหนักถึงมัลแวร์ต่างๆที่โจมตีระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์บนมือถือ ซึ่งบางส่วนเป็นมัลแวร์เวอร์ชั่นล่าสุดที่รู้จักกันในนาม Loozfon และ FinFisher" โดย IC3 ยังกล่าวต่อไปอีกว่า มัลแวร์ Loozfon จะมีการหลอกล่อเหยื่อโดยการส่งอีเมลที่มีลิ้งค์ให้คำมั่นสัญญาว่า "จะได้รับผลตอบแทน หากเพียงแค่ส่งอีเมลออกไป" ซึ่งมัลแวร์พวกนี้ จะมีการฝังตัวเองลงบนโทรฯเมื่อมีการเชื่อมโยงลิ้งค์หลังจากการคลิก โดยจะมีการขโมยข้อมูลที่สำคัญของผู้ใช้ไป ซึ่ง Loozfon เป็นภัยคุกคามต่อผู้ใช้ในสหรัฐฯ และเป็นปัญหาใหญ่ในญี่ปุ่น ในขณะที่ สปายแวร์ FinFisher จะโจมตีไม่เฉพาะแต่อุปกรณ์แอนดรอยด์เท่านั้น ยังข้ามไปยังอุปกรณ์ที่รันด้วยไอโอเอส, แบล็กเบอร์รี่, ซิมเบี้ยน และวินโดวส์โมบายด้วย โดยกูเกิลได้ตระหนักถึงเรื่องนี้ และได้มีการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่เข้าไปในแพลตฟอร์มแอนดรอยด์เวอร์ชั่นใหม่ หรือ เจลลี่บีน 4.1 ซึ่งมุ่งมั่นว่า จะมีความปลอดภัยมากกว่าระบบปฏิบัติการในรุ่นก่อน อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ใช้งานในปัจจุบัน ควรจะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น อย่างการเข้ารหัส หรือ การตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจว่า แอปฯมาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ก่อนที่จะทำการติดตั้งมัน และหลีกเลี่ยงการเชื่อมต่อกับเครือข่ายไร้สายที่ไม่รู้จัก เป็นต้น

วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2555

เรี่ยนรู้วิธีการโจมตีของแฮกเกอร์ว่ามีอะไรบ้าง

วิธีการโจมตีของแฮกเกอร์มีอะไรบ้าง
  ปัจจุบันอินเตอร์เน็ตได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตของเรามากขึ้นทุกวัน เราสามารถใช้อินเตอร์เน็ตได้จากทุก ๆ สถานที่เพื่อทำกิจกรรมหลาย ๆ อย่าง แม้จะได้รับความสะดวกสบาย แต่ก็ต้องเสี่ยงกับการเปิดเผยข้อมูลสำคัญออกไป โดยที่ไม่ได้ตั้งใจ และอาจไม่รู้ตัว วันนี้ผมมีตัวอย่างการโจมตีเครื่องของคุณ ผ่านระบบเครือข่ายแบบต่าง ๆ และการหลีกเลี่ยงการถูกโจมตี
- Packet Sniffers
  คือการที่แฮกเกอร์ใช้กับดักจับแพ็กเก็ตที่วิ่งอยู่ในเครือข่ายเพื่อดักข้อมูลสำคัญ เช่นพาสส์เวิร์ค รหัสบัตรเครดิตเป็นต้น การหลีกเลี่ยงการโดนดักข้อมูลทำได้หลายวิธี เช่นเพิ่ม Authentication ให้มากขึ้นใช้เครื่องมือต่าง ๆ ทั้งที่เป็นฮาร์ดแวร์ และซอฟท์แวร์ช่วยป้องกันใช้เข้ารหัส (Cryptography)
- IP Spoofing
  เป็นวิธีการที่แฮกเกอร์จะปลอมตัวเสมือนว่าเป็นผู้ใช้งานปกติแล้วตั้งเครือข่ายเพื่อเป็นฐานในการโจมตีแบบอื่น ๆ ต่อไป วิธีหลีกเลี่ยงคือต้องกำหนด Access Control ให้รัดกุมขึ้นก็จะช่วยได้
- Denial-of-Service (Dos)
  ถือได้ว่าเป็นการโจมตีที่คลาสสิคที่สุด เนื่องจากความง่ายในการโจมตี ความเสียหายที่รุนแรง มีหลายวิธีมากเช่น Ping of Death , TCP SYN Flood ,TFN,Trinoo,Trinoo,Trinty ,Stacheldraht ซึ่งลักษณะการโจมตีแบบ Dos นั้นไม่ได้มุ่งหวังที่จะเจอะระบบเพื่อขโมยข้อมุล แต่มุ่งหวังจะทำให้บริการใด ๆ ที่อยู่ในเครือข่ายนั้น ๆ ไม่สามารถให้บริการได้ต่อไป ซึ่งสามารถทำได้ โดยการเรียกใช้ทรัพยากรของเซิร์ฟเวอร์นั้นให้หมดไป ก็จะสร้างผลกระทบต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ เราสามารถลดโอกาสการโจมตีแบบนี้ได้ด้วยการตั้งค่าไฟร์วอลล์
- Brute-Force Attack
  เป็นวิธีที่แฮกเกอร์ใช้ซอฟต์แวร์ทำการสุ่มหาพาสส์เวิร์ดของผู้ใช้ และเข้าไปสร้าง Back Door เอาไว้เพื่อเจอะระบบในครั้งต่อไป วิธีการป้องกันทำได้โดยการตั้ง พาสส์เวิร์ดให้ยากต่อการคาดเดา และหมั่นเปลี่ยน พาสส์เวิร์ด บ่อย ๆ
- การโจมตีแบบอื่น ๆ
  นอกจากนี้ยังมีการโจมตีในระดับแอพลิเคชั่น ซึ่งเป็นการหาช่องโหว่ของ แอพลิเคชั่นนั้น ๆ เพื่อเข้าโจมตีระบบ วิธีแก้ไขคือหมั่นติดตั้ง Patch ให้กับแอพลิเคชั่นอย่างสม่ำเสมอ
  ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นแค่ตัวอย่างบางส่วนหากต้องการความปลอดภัยจริง ๆ ก็คงจะต้องร่วมมือร่วมใจป้องกันอย่างต่อเนื่อง และหลีกเลี่ยงความเสียหายอยู่ตลอดเวลา เพียงเท่านี้คุณก็ย่อมสบายใจได้มากกว่าเดิมหลายเท่าแล้ว
ข้อมูลจาก http://www.arip.co.th/

วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

การใช้แบตเตอรี่โน๊ตบุ๊คให้ทน!!

เคล็ด(ไม่)ลับ ของการใช้แบตเตอรี่โน๊ตบุ๊คให้ทน!!


        หลายปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีของแบตเตอรี่สำหรับโน๊ตบุ๊กได้ถูกพัฒนาขึ้น จากเดิมที่เคยใช้แบตเตอรี่แบบ NiCd เป็นแบบ Lithium ion ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและใช้งานได้นานยิ่งขึ้น แต่การนำโน๊ตบุ๊กไปใช้นอกสถานที่ติดต่อกันเป็นเวลานานทั้งวัน โดยไม่ต้องพกหม้อแปลงชาร์ตไฟไปด้วยนั้นยังเป็นเรื่องที่ห่างไกลจากความเป็นจริงอยู่มาก ยังไงเราๆ ท่านๆ ก็ยังคงต้องอยู่กับการต้องแบกโน๊ตบุ๊คและหม้อแปลงชาร์ตไฟไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนกว่าเทคโนโลยีแบตเตอรี่จะพลิกโฉมให้สามารถใช้งานได้นานกว่าที่เป็นอยู่ เราคงต้องมาดูกันว่าเราจะสามารถช่วยเหลือตัวเองอะไรได้บ้าง กับการใช้โน๊ตบุ๊คที่ใช้แบตเตอรี่ Lithium ion ที่ใช้กันอยุ่ในปัจจุบันให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้อายุการใช้งานแบตเตอรี่โน๊ตบุ๊คยืนนานมากยิ่งขึ้น และมีชั่วโมงในการทำงานโดยมาต้องชาร์ตไฟให้มากกว่าเดิม โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนด้วยกัน  โดยจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการใช้และดูแลแบตเตอรี่ให้ถูกวิธี และส่วนที่สองจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเทคนิคการยืดชั่วโมงการทำงานโดยไม่ต้องชาร์ตแบตเตอรี่ให้นานยิ่งขึ้น

การใช้และดูแลแบตเตอรี่ให้ถูกวิธี
1. ใช้ครั้งแรกต้องชาร์ตอย่างน้อย 8 ชั่วโมง อย่างแรกที่คุณจะต้องจำไว้เลยทุกครั้งที่ได้โน๊ตบุ๊คเครื่องใหม่มาก็คือ จะต้องไม่เริ่มเปิดใช้ทันทีที่ชาร์ตแบตเตอรี่พียงพอที่จะเปิดใช้ได้ แต่จะต้องชาร์ตแบตเตอรี่ให้เต็มและปล่อยให้ชาร์ตทิ้ไว้อย่างน้อย 8 ชั่วโมงติดต่อกัน ทั้งนี้เพื่อให้ชิปภายในตัวแบตเตอรี่มีการตั้งระดับค่าไฟที่ชาร์ตเต็มได้อย่างถูกต้อง และสามารถตัดไฟไม่ให้ชาร์ตได้ทันทีที่แบตเตอรี่ถูกชาร์ตเต็มไปแล้ว
2 . อย่าปล่อยให้แบตเตอรี่หมดไปเลยเด็ดขาด คุณควรหลีกเลี่ยงการใช้แบตเตอรี่จนหมดเกลี้ยง และปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้ชาร์ตไฟอีกเป็นเวลานาน เพราะถ้าหากคุณทำเช่นนั้น แบตเตอรี่จะหมดไปถึงขีดระดับขีดสุด จนอาจจะทำให้คุณไม่สามารถชาร์ตไปเข้าไปอีกได้ ดังนั้นควรชาร์ตไฟให้แบตเตอรี่ทันทีเมื่อระดับไฟในแบตเตอรี่เหลือต่ำกว่า 10% หรือชาร์ตไฟทันทีที่มีโอกาส เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟในแบตเตอรี่ถูกใช้ไปจนหมด
3. อย่าเสียบปลั๊กชาร์ตแบตเตอรี่ไว้ตลอดเวลา บางท่านอาจจะชอบลืมเสียบปลั๊กชาร์ตไว้ตลอดทั้งคืน หรือไม่เคยดึงปลั๊กออกเลยทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เปิดใช้งาน การทำเช่นนี้อาจจะทำให้ระดับการชาร์ตไฟเต็มลดลง เพราะชิปภายในแบตเตอรี่ได้ตัดไฟไม่ให้ชาร์ตตั้งแต่เมื่อแบตเตอรี่ถูกชาร์ตเต็มไปแล้ว แต่ความร้อนสะสมที่เกิดขึ้นระหว่างนั้นต่างหากที่เป็นตัวการสำคัญที่จะทำให้ประสิทธิภาพให้การชาร์ตไฟเข้าลดลงไปเรื่อยๆ
4. อย่าทำงานที่อุณหภูมิสูงเกินไป ปกติระดับอุณหภูมิที่แบตเตอรี่โน๊ตบุ๊คจะทำงานได้ดีที่สุดคือระดับอุณหภูมิห้อง หรืออยู่ระหว่างช่วง 10 ถึง 35 องศาเซลเซียล ดังนั้นคุณจึงควรนั่งทำงานในห้องที่มีระดับอุณหภูมิดังกล่าวนี้ โดยเฉพาะเมื่อคุณทำงานติดต่อกันเป็นเวลานาน จริงๆ แล้วคุณสามารถทำงานในห้องที่ร้อนหรือหนาวกว่านั้นได้ แต่ให้จำไว้ว่ายิ่งทำงานในห้องที่มีความร้อนสูงขึ้นเท่าไหร่ อายุการใช้งานแบตเตอรี่ก็ลดลงไปด้วยเป็นเงาตามตัว
5. อย่าทิ้งเครื่องไว้ในกระโปรงท้ายรถ หรือที่ที่ร้อนเกินไป ตามที่กล่าวมาข้างต้นเกี่ยวกับผลกระทบของความร้อนสะสมกับแบตเตอรี่ ที่ถึงแม้จะมีความร้อนไม่สูงนัก แต่ก็ยังมีผลทำให้อายุการทำงานของแบตเตอรี่เป็นอย่างมาก ดังนั้นการทิ้งเครื่องไว้ในที่อุณหภูมิสูงกว่านั้นมาก เช่น ในกระโปรงท้านรถที่ทิ้งไว้กลางแดดติดต่อกันเป็นเวลานานก็ย่อมจะมีผลแต่อายุการใช้งานของแบตเตอรี่อย่างรุ่นแรงเช่นเดียวกัน คุณจึงต้องคอยระมักระวังในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก โดยหลีกเลี่ยงให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด
6. ถ้าจะไม่ใช้เครื่องนานให้ชาร์ตไฟเก็บไว้อย่างน้อย 40% ถ้าคุณจำเป็นจะต้องทิ้งเครื่องไว้ไม่ใช้งานเป็นเวลานาน เป็นเวลาหลายเดือน เช่น การเดินทางไปต่างประเทศ หรือ ซื้อโน๊ตบุ๊คเครื่องใหม่มาใช้แทนตัวเก่า ขอแนะนำให้ชาร์ตทิ้งไว้ประมาณ 40-50% ก่อนที่คุณจะทิ้งเครื่องไว้โดยไม่ได้ใช้อีกนาน ทั้งนี้เพื่อลดผลกระทบของการขาดช่วงการชาร์ตแบตเตอรี่ไว้ให้น้อยที่สุด และมีโอกาสชาร์ตไฟเข้าแบตเตอรี่ได้สำเร็จเมื่อคุณกลับมาใช้เครื่องอีกครั้ง

เทคนิคการยืดชั่วโมงการทำงานของแบตเตอรี่
1. เปิดใช้ฟังก์ชั่น Power Options บนระบบปฏิบัติการวินโดว์ คุณสามารถตั้งค่าการใช้ไฟจากแบตเตอรี่แบบต่างๆ ให้เหมาะสมได้ โดยให้คุณไปเปิดที่ Control Panel และดับเบิ้ลที่ไอคอนของ Power Options แล้วเลือกค่า Power schemes เป็นแบบ Portable/Laptop วินโดวน์ก็จะจัดการตั้งค่าการประหยัดไฟในแบบต่างๆ ตั้งแต่การตั้งเวลาการปิดหน้าจอ, การปิการทำงานของฮาร์ดดิสก์, การเข้าสู่สภาวะ standby และ hibernate โดยคุณสามารถปรับแต่งเวลาให้มากขึ้นหรือน้อยลงตามความต้องการของคุณได้
2. หรี่ความสว่างของจอ LCD หลายท่านคงจะยังไม่ทราบว่าจอ LCD บนโน๊ตบุ๊คเป็นส่วนหนึ่งที่กินไฟมากที่สุดในเครื่องโน๊ตบุ๊ค ดังนั้นการหรี่ความสว่างจอให้ต่ำลงจะมีส่วนช่วยอย่างมากในการช่วยยืดชั่วโมงการทำงานของแบตเตอรี่ โดยให้คุณพยายามปรับลงมาต่ำที่สุดเท่าที่คุณจะสามารถทำงานได้ ซึ่งอาจจะช่วยให้คุณทำงานได้นานยิ่งขึ้นเป็นชั่วโมงเลยก็เป็นได้ ส่วนวิธีการปรับนั้น มีความแตกต่างกันไปตามรุ่นและยี่ห้อของโน้ตบุ๊คที่คุณใช้ ให้คุณลองศึกษาวิธีการปรับจากคู่มือที่มาพร้อมกับโน้ตบุ๊ค
3. ปรับลด Color Depth นอกจากการหรี่ความสว่างของจอแล้ว คุณยังสามารถประหยัดอัตราการใช้ไฟลงไปอีกระดับ ด้วยการปรับลด Color Depth หรือการลดมิติของสีที่แสดงบนหน้าจอ ซึ่งจะช่วยลดการทำงานของซีพียู อันจะมีผลทำให้ซีพียูกินไฟน้อยลงตามไปด้วย โดยให้คุณคลิกขวาที่หน้า Desktop แล้วเลือก Properties เพื่อเข้าหน้าต่าง Display Properties จากนั้นคลิกเลือกแท็ป Settings แล้วคลิกเลือกที่ Color quality จาก Highest(32 bit) เป็น Medium(16 bit)
4. ใช้ฟังก์ชัน hibernate การเข้าสู่สถานะ hibernate คือการปิดเครื่องแบบชั่วคราว โดยที่วินโดว์จะจัดการเก็บงานที่คุณกำลังทำอยู่ลงในฮาร์ดดิสก์ แล้วปิดการทำงานทั้งหมดของเครื่อง ขอแนะนำให้เปิดใช้งานฟังก์ชัน hibernate ทุกครั้งเมื่อคุณคุณคิดว่าจะหยุดใช้งานไปซักพักหนึ่ง หรือเมื่อต้องเคลื่อนยกย้ายเครื่องไปทำงานที่อื่นในระยะเวลาสั้นๆ เพราะนอกจากช่วยประหยัดไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วยังช่วยให้คุณสามารถทำงานต่อไปได้หากแบตเตอรี่ได้หนดไปจริงๆ ในภายหลัง ส่วนวิธีการเข้าสู่สถานะ hibernate ให้คุณศึกษาจากคู่มือที่มาพร้อมกับโน้ตบุ๊ค
5. ปิดการทำงานส่วนต่างๆ ที่ไม่ได้ใช้ อีกวิธีการที่จะช่วยยือชั่วโมงการทำงานของแบตเตอรี่คือการปิดการทำงานส่วนต่างๆ ที่คุรไม่ได้ใช้งาน ปิดการทำงานของ Wi-Fi และ Bluetooth ซึ่งกินไฟอยู่ตลอดถึงแม้ว่าคุณจะไม่ได้ใช้อยู่ก็ตาม นอกจากนี้คุณยังสามารถปิดการทำงานของ Modem, LAN รวมไปถึงซีดีไดร์ทได้ด้วย โดยให้คุณเข้าไปที่ System Properties โดยกดปุ่มรูปวินโดว์ค้างไว้แล้วกดปุ่ม Pause Break จากนั้นคลิกที่แท็ป Hardware แล้วคลิกที่การทำงานที่คุณไม่ได้ใช้ ซึ่งจะเปิดหน้าต่าง Properties ของการทำงานนั้นขึ้นมา ให้คุณเลือก Do not use this device(disable) จากช่อง Device usage เพื่อหยุดการทำงานในส่วนนั้นไป
6. ปิดโปรแกรมที่ไม่ได้ใช้งาน การปิดโปรแกรมต่างๆ ที่คุณไม่ได้ใช้ และเลือกเพียงโปรแกรมที่คุณต้องการใช้จริงๆ เท่านั้น การทำงานเช่นนี้จะเป็นการลดการทำงานของซีพียูลง ซึ่งก็จะมีผลทำให้การกินไฟของซีพียูลดลงตามไปด้วย วิธีการปิดโปรแกรมที่ไม่ได้ใช้งานก็ง่ายๆ เพียงแค่คุณกดปุ่ม Ctrl, Alt และ Del พร้อมกัน เพื่อเปิดหน้าต่าง Windows Task Manager และคลิกที่แท็ป Processes คลิกเลือกโปรแกรมที่คุณไม่ต้องการใช้แล้วคลิกปุ่ม End Process เพื่อปิดการทำงานของโปรแกรมนั้น
 

วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2555

การแก้ไข InternetExplorer8 เข้าระบบ Estimates ไม่ได้

การแก้ไข InternetExplorer8 เข้าระบบ Estimates ไม่ได้

- ให้คลิ๊กที่ไอคอนรูปกระดาษฉีก (Compatibility View) ที่ address bar ด้านบน เพื่อเป็นการปรับสภาพให้แสดงหน้าเว็บที่ IE8 เปิดไม่ได้ คือ เปรียบเสมือนใช้ IE7 เปิด

- หากไม่มีไอคอนรูปกระดาษฉีก (Compatibility View) มีวิธีการดังนี้
1. ไปที่เมนู Tools -> Compatibility View Settings
2. ในช่อง Add this website ให้ใส่ชื่อเว็บ Estimates
      พิมพ์ 203.157.41.107 กด Add  
3. ทำเครื่องหมายถูกที่
       /  Include update website...
       /  Display Intranet...
          Display all websites...  (ติ๊กเครื่องหมายถูกออก)
4. ดูผลที่เมนู Tools -> จะมีเครื่องหมายถูกที่ Compatibility View และมีไอคอนรูปกระดาษฉีก (Compatibility View) ที่ address bar ด้านบน


วันอังคารที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2555

PMQA คืออะไร ??

              การพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (Public Sector Management Quality Award : PMQA)  เป็นกรอบการบริหารจัดการองค์การ ที่สำนักงาน ก.พ.ร. ได้ส่งเสริมและสนับสนุนให้ส่วนราชการนำไปใช้ในการประเมินองค์การด้วยตนเองที่ครอบคลุมภาพรวมในทุกมิติ เพื่อยกระดับคุณภาพการบริหารจัดการให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล โดยมุ่งเน้นให้หน่วยงานราชการปรับปรุงองค์การอย่างรอบด้านและอย่างต่อเนื่องครอบคลุมทั้ง 7 ด้าน (หมวด)  คือ 
(1) การนำองค์การ 
(2) การวางแผนเชิงยุทธศาสตร์
(3) การให้ความสำคัญกับผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย        
(4) การวัด การวิเคราะห์ และการจัดการความรู้
(5) การมุ่งเน้นทรัพยากรบุคคล
(6) การจัดการกระบวนการ 
(7) ผลลัพธ์การดำเนินการ 


การประเมินองค์การตามเกณฑ์ PMQA ใช้แนวทางการบริหารจัดการแบบ“ADLI”
           โดยการตอบคำถามตามเกณฑ์ในแต่ละหมวด ซึ่งเปรียบเสมือนการตรวจสุขภาพองค์การ ที่จะทำให้ทราบจุดแข็งและโอกาสในการปรับปรุง และนำโอกาสในการปรับปรุงที่พบไปวางแผนพัฒนาองค์การให้มีประสิทธิภาพ โดยเลือกเครื่องมือทางการบริหารที่เหมาะสมมาดำเนินการต่อไป
ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินการพัฒนาองค์การในเรื่องต่างๆ เป็นไปอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้ส่วนราชการมีระดับการบริหารจัดการที่ได้มาตรฐานเทียบเท่าสากล


แนวทางการดำเนินงาน PMQA  เป็นอย่างไร?
         สำนักงาน ก.พ.ร.ได้นำ  PMQA มาใช้เป็นตัวชี้วัดกับหน่วยงานราชการตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 จนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ในปี 2552 ได้พัฒนาเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐระดับพื้นฐาน (Fundamental Level : FL) ซึ่งเป็นแนวคิด “การปรับปรุงทีละขั้น” ได้วางแนวทางดำเนินการพัฒนาองค์การ (PMQA Roadmap) ให้ผ่านเกณฑ์ฯ ปีละ 2 หมวด สำหรับกรมและจังหวัด และปีละ 3 หมวด สำหรับสถาบันอุดมศึกษา

 
         สำหรับการดำเนินการขั้นต่อไปเมื่อส่วนราชการดำเนินการพัฒนาองค์การครบทุกหมวดและผ่านการรับรองเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐระดับพื้นฐาน (Certify Fundamental; FL) แล้ว สำนักงาน ก.พ.ร. จะส่งเสริมให้ส่วนราชการยกระดับคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ ตามเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐระดับก้าวหน้า (Progressive Level : PL) และเมื่อส่วนราชการสามารถดำเนินการผ่านเกณฑ์ฯ ระดับก้าวหน้า และพัฒนาองค์การอย่างต่อเนื่องเพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศ และยกระดับมาตรฐานให้เทียบเท่าสากลตามเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐต่อไป


ขอบคุณบทความดีๆ จาก
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบบริหารราชการ   http://www.opdc.go.th/special.php?spc_id=4&content_id=153          

วันพุธที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ก้าวสู่อาเซียน

"One  Vision, One Identity, One Community"
หนึ่งวิสัยทัศน์  หนึ่งอัตลักษณ์  หนึ่งประชาคม 

อาเซียน หรือ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of South East Asian Nations หรือ ASEAN) ก่อตั้งขึ้นโดยปฏิญญากรุงเทพ (Bangkok Declaration) ซึ่งได้มีการลงนามที่วังสราญรมย์ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2510
วัตถุประสงค์ของการก่อตั้ง อาเซียน คือ เพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีต่อกันระหว่างประเทศในภูมิภาค ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพเสถียรภาพ และความมั่นคงทางการเมือง สร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจ การพัฒนาทางสังคมและวัฒนธรรมการกินดีอยู่ดีของประชาชนบนพื้นฐานของความเสมอภาคและผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศสมาชิก 
สัญลักษณ์ของอาเซียน คือ รูปรวงข้าว สีเหลืองบนพื้นสีแดงล้อมรอบด้วยวงกลม สีขาวและสีน้ำเงิน
ปัจจุบันมีสมาชิกอาเซียนทั้งหมด 10 ประเทศ บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย พม่า ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม (อาเซียน+3 เพิ่ม จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อาเซียน+6 เพิ่ม ออสเตรเลีย อินเดีย นิวซีแลนด์)
ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) ประกอบด้วยความร่วมมือ 3 เสาหลัก คือ
1. ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Political and Security Community–APSC)
2. ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community–AEC)
3. ประชาคมสังคมและวัฒนธรรม (ASEAN Socio-Cultural Community–ASCC)
กฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) คือ ธรรมนูญอาเซียนที่จะมีการวางกรอบของกฎหมายและโครงสร้างองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของอาเซียนในการขับเคลื่อนเพื่อการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนภายในปี 2015 (พ.ศ.2558) เพื่อให้อาเซียนเป็นองค์กรระหว่างรัฐบาลในภูมิภาคที่มีประสิทธิภาพมีประชาชนเป็นศูนย์กลางและเคารพในกติกาการทำงานระหว่างกันมากยิ่งขึ้น


ที่มา http://203.172.142.8/en/index.php?option=com_content&view=article&id=4&Itemid=21