วันพุธที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ก้าวสู่อาเซียน

"One  Vision, One Identity, One Community"
หนึ่งวิสัยทัศน์  หนึ่งอัตลักษณ์  หนึ่งประชาคม 

อาเซียน หรือ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of South East Asian Nations หรือ ASEAN) ก่อตั้งขึ้นโดยปฏิญญากรุงเทพ (Bangkok Declaration) ซึ่งได้มีการลงนามที่วังสราญรมย์ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2510
วัตถุประสงค์ของการก่อตั้ง อาเซียน คือ เพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีต่อกันระหว่างประเทศในภูมิภาค ธำรงไว้ซึ่งสันติภาพเสถียรภาพ และความมั่นคงทางการเมือง สร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจ การพัฒนาทางสังคมและวัฒนธรรมการกินดีอยู่ดีของประชาชนบนพื้นฐานของความเสมอภาคและผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศสมาชิก 
สัญลักษณ์ของอาเซียน คือ รูปรวงข้าว สีเหลืองบนพื้นสีแดงล้อมรอบด้วยวงกลม สีขาวและสีน้ำเงิน
ปัจจุบันมีสมาชิกอาเซียนทั้งหมด 10 ประเทศ บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย พม่า ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม (อาเซียน+3 เพิ่ม จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อาเซียน+6 เพิ่ม ออสเตรเลีย อินเดีย นิวซีแลนด์)
ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) ประกอบด้วยความร่วมมือ 3 เสาหลัก คือ
1. ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Political and Security Community–APSC)
2. ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community–AEC)
3. ประชาคมสังคมและวัฒนธรรม (ASEAN Socio-Cultural Community–ASCC)
กฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) คือ ธรรมนูญอาเซียนที่จะมีการวางกรอบของกฎหมายและโครงสร้างองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของอาเซียนในการขับเคลื่อนเพื่อการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนภายในปี 2015 (พ.ศ.2558) เพื่อให้อาเซียนเป็นองค์กรระหว่างรัฐบาลในภูมิภาคที่มีประสิทธิภาพมีประชาชนเป็นศูนย์กลางและเคารพในกติกาการทำงานระหว่างกันมากยิ่งขึ้น


ที่มา http://203.172.142.8/en/index.php?option=com_content&view=article&id=4&Itemid=21

วันอังคารที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ปัญหาสุขภาพกับมนุษย์ยุคดิจิตอล

แนวโน้มการใช้อุปกรณ์สื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้น

จากการเปรียบเทียบจำนวนผู้ใช้คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต และโทรศัพท์มือถือ (ข้อมูลจากการสำรวจการมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในครัวเรือน พ.ศ. 2551 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ) พบว่า

-  มีอัตราการใช้คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต และโทรศัพท์มือถือ
   เพิ่มขึ้นทั้ง 3 ประเภทโดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือ ซึ่งมีผู้ใช้ประมาณ 16.54 ล้านคน (ร้อยละ28.2) ในปี 2547 ได้
   เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวคือ 31.86 ล้านคน (ร้อยละ 52.8) ในปี 2551

-  มีจำนวนผู้ใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน คือ ในปี 2547 มีจำนวนผู้ใช้คอมพิวเตอร์ 12.54
   ล้านคน (ร้อยละ 21.4) และจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 6.97 ล้านคน (ร้อยละ 11.9)แต่ในปี 2551 มีผู้ใช้เพิ่มขึ้น
   เป็น 16.99 ล้านคน (ร้อยละ 28.2) และ 10.96 ล้านคน (ร้อยละ 18.2) ตามลำดับ (รูปที่ 1)


รูปที่ 1 ร้อยละของประชากรอายุ 6 ปีขึ้นไปที่ใช้คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต และคอมพิวเตอร์ พ.ศ.22547-2551



ที่มา : รายงานการสำรวจการมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในครัวเรือน พ.ศ. 2551 หน้า 1
อ้างใน : http://service.nso.go.th/nso/nsopublish/themes/theme_5-1-3.html


นอกจากนี้ยังพบว่ากลุ่มคนที่ใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตมากที่ สุด คือ กลุ่มเด็กและวัยรุ่น โดยในกลุ่มอายุ 6-14 ปี มีอัตราการใช้คอมพิวเตอร์มากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 61.6 ส่วนการใช้อินเทอร์เน็ตพบมากที่สุดในกลุ่มอายุ 15-24 ปี คือร้อยละ 54.7 นับว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงที่หลายๆ คนควรให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง(รูปที่ 2)


รูปที่ 2 ร้อยละของประชากรอายุ 6 ปีขึ้นไปที่ใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต จำแนกตามกลุ่มอายุ พ.ศ. 2551



ที่มา : รายงานการสำรวจการมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในครัวเรือน พ.ศ. 2551 หน้า 16
อ้างใน : http://service.nso.go.th/nso/nsopublish/themes/theme_5-1-3.html



ผลกระทบกับสุขภาพ

โทรศัพท์มือถือ

ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือที่มักมีพฤติกรรมการใช้แนบหูผู้ใช้กับเครื่อง อยู่ตลอดช่วงเวลาของการใช้งาน นั้นจะทำให้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากการรับ-ส่งสัญญาณของโทรศัพท์มือถือ กระทบกับอวัยวะโดยตรง ทั้งบริเวณ หู ตา และเข้าไปถึงสมองส่งผลให้เกิดการทำลายเซลล์และเนื้อเยื้อในบริเวณดังกล่าว และถ้าผู้ใช้ยังคงมีพฤติกรรมทำนองนี้เป็นประจำจะเกิดผลกระทบทั้งในระยะสั้น และระยะยาวดังนี้

ผลกระทบในระยะสั้น

อาจเกิดอาการปวดหู ปวดศีรษะ ตาพร่ามัว มึนงง ขาดสมาธิและเครียด เนื่องจากระบบพลังงานในร่างกายถูกรบกวน และ

ผลกระทบในระยะยาว

อาจทำให้เกิดโรคความจำเสื่อม มะเร็งสมอง มะเร็งเม็ดเลือดขาว นอกจากนี้ ผลจากการศึกษาพบว่า เนื้องอกในสมองมีความสัมพันธ์กับการใช้โทรศัพท์มือถือ เพราะการเกิดเนื้องอกในสมองมักจะเป็นข้างเดียวกับข้างที่ใช้ฟัง-พูดโทรศัพท์ มือถือเป็นประจำ

เครื่องเล่น MP-3, IPOD และหูฟังของโทรศัพท์มือถือ

จากสรุปภาวะสังคมรายเดือน (กรกฎาคม2552) ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกล่าวว่า การเป็นโรคหูเสื่อมหรือหูดับ สาเหตุมาจากการนิยมฟังเพลงโดยใช้หูฟังจากเครื่องเล่น MP-3 หรือ IPOD รวมถึงการใช้หูฟังของเครื่องโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน และหากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดังมาก เช่น ในศูนย์การค้าก็ต้องเปิดเสียงให้ดังเพื่อให้ได้ยินชัดขึ้นซึ่งเกินระดับ มาตรฐานการรับเสียง ส่งผลให้การได้ยินของเด็กไทยมีปัญหาค่อนข้างมาก

จากผลการสุ่มตรวจการได้ยินของของนักเรียนวัยรุ่นในเขตกรุงเทพมหานคร ประมาณ 400 คน ของกรมควบคุมมลพิษ พบว่าร้อยละ 25 มีความผิดปกติในการรับฟังเสียง ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ปี 2550 มีผู้พิการทางหูเพิ่มขึ้นวันละ 35 คน หรือทั้งประเทศคาดว่าจะมีผู้ป่วยอาการประสาทหูเสื่อมประมาณ 2 ล้านคน

การใช้คอมพิวเตอร์

ผลกระทบจากการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ ไม่ว่าจะเล่นเกม ทำงาน หรือเล่นอินเทอร์เน็ตมีดังนี้

1. ปัญหาเกี่ยวกับสายตา การใช้คอมพิวเตอร์นานเกินกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน จะทำให้ตาขาดน้ำหล่อเลี้ยงเกิดอาการระคายเคืองได้ และอาการที่ตามมาคือ ตาพร่าและมองไม่เห็นชั่วคราว รวมทั้งสายตาสั้นนอกจากนี้ยังมีอาการไมเกรนมาด้วย เพราะกล้ามเนื้อตาจะบีบรัดเลนส์ตาจนล้า

2. Computer Vision Syndrome (CVS) จะมีอาการเมื่อยล้าตา ปวดตา เคืองตา ตาแห้ง น้ำตาไหล ตามัว เห็นภาพซ้อน ปวดคอ หลังและไหล่

3. Repetitive Strain Injury หรือ RSI อาการนี้จะเกิดขึ้นจากการที่คนเรานั่งทำงานหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์แบบไม่ถูก สุขลักษณะ เช่น เอามือวางไว้บนคีย์บอร์ด และสามารถเกิดได้ทุกส่วนของรางกาย ตั้งแต่แขน ข้อมือ ข้อนิ้ว แผ่นหลัง ต้นคอ หัวไหล่และสายตา หากปล่อยไว้นานๆ อาจต้องผ่าตัดเอ็นก็มี

4. อาการท้องร่วงเพราะคีย์บอร์ด (Qwerty Tummy) ซึ่งชื่อของอาการนี้เอามาจากตัวอักษรชุดแรกบนแป้นคีย์บอร์ดนั่นเอง สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการท้องร่วงคือ คีย์บอร์ดมักมีแบคทีเรียสะสมอยู่ หลายคนมักรับประทานอาหารหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่มีคีย์บอร์ดตั้งอยู่ แบคทีเรียเหล่านี้อาจจะปะปนในอาหารได้

5. Carpal Tunnel Syndrome เกิดจากการใช้งานซ้ำๆ ที่บริเวณข้อมือ ทำให้เอ็นรอบบริเวณข้อมือหนาตัวขึ้น แล้วไปกดเส้นประสาทที่วิ่งผ่าน ทำให้เกิดอาการชาและเจ็บได้

แนวทางป้องกันโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง

จะเห็นได้ว่ากลุ่มเสี่ยงคือวัยเด็กและวัยรุ่น เพราะฉะนั้น "ครอบครัว" โดยเฉพาะผู้ปกครองควรให้ความสำคัญและหาวิธีการเพื่อป้องกันก่อนที่จะกลาย เป็นปัญหา ซึ่งมีแนวทางในการปฏิบัติเบื้องต้นดังนี้

- ให้ความเอาใจใส่และเข้าใจบุตรหลานที่เริ่มเป็นวัยรุ่น

- แบ่งเวลาสำหรับพูดคุยกันในแต่ละวัน

- ให้คำแนะนำด้วยความเข้าอกเข้าใจ แสดงถึงความรักและห่วงใย

- สอดแทรกความรู้ถึงผลกระทบจากการใช้อุปกรณ์สื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์เสริมในการสนทนาและฟังเพลงเป็นเวลานาน หรือเปิดเสียงดังเกินไป โดยชี้ให้เห็นถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นหากใช้งานอย่างไม่เหมาะสมหรือผิดวิธี

- กระตุ้นให้เด็กเข้าร่วมกิจกรรมภายในครอบครัวมากขึ้น

- ส่งเสริมให้เด็กมีงานอดิเรกทำ ไม่ว่าจะเป็นการปลูกต้นไม้ เลี้ยงสัตว์ แม้กระทั่งการเล่นกีฬาที่ชื่นชอบ


ที่มา: http://www.hiso.or.th/hiso/health_event/ghealth_event27.php

วันจันทร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2555

ใช้งานคอมพิวเตอร์สาธารณะอย่างไรให้ปลอดภัย

ใช้งานคอมพิวเตอร์สาธารณะอย่างไรให้ปลอดภัย

“ไม่ว่าคุณจะใช้งานพีซี คอมพิวเตอร์ที่ไหน ก็ไม่ปลอดภัยเท่ากับใช้งานที่บ้านของคุณเอง” แต่จะทำอย่างไรหล่ะ เมื่อคุณจำเป็นต้องไปใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นตามร้านอินเตอร์เน็ต ตามร้านคาเฟ่ สนามบินหรือแม้กระทั่งคอมพิวเตอร์ของเพื่อนคุณ เพื่อให้มีความปลอดภัยในการใช้งาน รวมไปถึงข้อมูล history ประวัติการใช้งานต่างๆ
       มีเทคนิค การใช้งานคอมพิวเตอร์สาธารณะให้ปลอดภัย มาแนะนำ มีขั้นตอนหรือวิธีการทำอย่างไรบ้างนั้น
     1. ใช้ Portable Software ทุกครั้งที่ใช้งานใดๆ – Portable Software คือซอต์ฟแวร์ที่สามารถพกพา ไปใช้ที่ไหนด้วยก็ได้ โดยไม่ต้องติดตั้ง ยกตัวอย่าง
- Portable Firefox เว็ปเบราเซอร์เป็นประตูเปิดโลกสู่อินเตอร์เน็ต และถ้าคุณใช้ Firefox browser แบบพกพาผ่าน USB เพื่อเล่นอินเตอร์เน็ตที่เครื่องคอมพิวเตอร์สาธารณะ  User และ Password ของคุณอาจไม่ปลอดภัย
     2. เลือกตำแหน่ง ที่ตั้งของคอมพิวเตอร์ที่เป็นส่วนตัว ไม่มีใครรบกวนหรือเดินพลุกพล่าน เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจ้องมอง แอบดูการใช้งานคอมพิวเตอร์ รวมไปถึงชื่อผู้ใช้งานและ/หรือรหัสผ่าน
     3. ให้ลบไฟล์ที่สร้างหรือดาวน์โหลดไฟล์ลงฮาร์ดดิสออกให้หมด หลังจากที่ได้ทำการสร้างหรือดาวน์โหลดไฟล์มาแล้ว เมื่อทำการคัดลอกไปที่ Thumb Drive แล้ว ให้ทำการลบโดยการกดปุ่ม Shift+Delete(Del) เพื่อลบไฟล์โดยไปโยนไปลงถังขยะ
     4. ใช้ On-Screen Keyboard เพื่อป้องกันการดักจับจากโปรแกรม Keylogger โดยคุณสามารถใช้โปรแกรม Windows On-Screen Keyboard ช่วย ซึ่งสามารถเรียกใช้งานได้โดยการกดปุ่ม Windows+U แล้วเลือก On-Screen Keyboard เพื่อกรอกชื่อผู้ใช้งาน รหัสผ่านลงไปในโปรแกรมหรือเว็บที่ให้ระบุผู้ใช้งาน รหัสผ่าน
     5. เคลียร์ history, temporary internet files หลังจากที่เล่นอินเตอร์เน็ต โดย
- ถ้าใช้ Internet Explorer 7(IE7) ให้ไปที่เมนู Tools >  Delete Browsing History > Delete Al
- Internet Explorer (เวอร์ชั่นที่ต่ำกว่า IE7) ให้ไปที่เมนู Tools > Internet Options > เลือกที่แท๊บ General แล้วให้ดูที่ Temporary Internet files จากนั้นคลิก Delete Files แล้วคลิกที่ Delete Cookies และในส่วนของ History ให้คลิกที่ Clear History หรือสามารถเข้าไปลบไฟล์ได้โดยตรงที่ C:\Documents and Settings\username\Local Settings\Temp
- Firefox ให้ไปที่เมนู Tools > แล้วคลิกที่ Clear Private Data
     6. ให้ทำการ Logout ออกจากโปรแกรมใดๆหรือเวปต่างๆที่คุณ login เข้าใช้งานทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็น IMs, Browser, FTP, หรืออื่นๆ
     7. อย่าทำการสั้งซื้อของหรือให้ข้อมูลส่วนตัว เมื่อคุณใช้เครื่องคอมพิวเตอร์สาธารณะ ยกตัวอย่างเช่น เลขที่บัตรเครดิต, เลขที่ paypal account รวมไปถึงข้อมูลอื่นๆ
     8. และที่ขาดไม่ได้ก็คือ เมื่อคุณทำทุกขั้นตอนที่ผ่านมาแล้ว ให้ทำการรีสตาร์ท(reboot) เครื่องใหม่ด้วยทุกครั้ง เพื่อทำการเคลียร์ข้อมูลที่ค้างอยู่ในหน่วยความจำหรือRAM รวมไปถึง Pagefile ต่างๆ
     เป็นยังไงกันบ้างครับ เคยทำหรือใช้ขั้นตอนวิธีไหนไปบ้างหรือยัง หรือหากใครมีวิธีการอื่นๆ นอกจากนี้ สามารถช่วยเพิ่มเติมได้นะครับ

ที่มา: http://webmonster.sapaan.net/

วันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

รายงานการประชุมคณะกรรมการดำเนินงานการจัดการความรู้ ครั้งที่ ๑/๒๕๕๕ วันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๕

รายงานการประชุมคณะกรรมการดำเนินงานการจัดการความรู้ ครั้งที่ ๑/๒๕๕๕
วันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๕ ณ ห้องประชุมราชพฤกษ์ สคร.๕ นครราชสีมา
----------------------------

ผู้เข้าร่วมประชุม: คณะกรรมการทำงานการจัดการความรู้ สคร.๕
Facilitator: คุณธีรศักดิ์ และกลุ่มพัฒนาองค์กร

เริ่มประชุมเวลา ๐๙.๓๐ น.



วาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบ
นายแพทย์ธีรวัฒน์ วลัยเสถียร ผอ.สคร.๕ เป็นประธานการประชุมและได้กล่าวถึง การทำ KM องค์กรจะเจริญเติบโต อย่างรวดเร็วและยั่งยืน ซึ่งเป็นเครื่องมือในการพัฒนาองค์กรที่ดีที่สุด
นวัตกรรมจากคนรุ่นใหม่ จากอบรม OD รุ่น ๓ (๕ กลุ่ม) เปิดเวทีให้กับรุ่นใหม่หากต้องการจะดำเนินการต่อ ให้จัดทำโครงการมานำเสนอ
วาระที่ ๒ เรื่องแจ้งเพื่อทราบ
นางนิ่มนวล ปุณยหทัยพงศ์  หัวหน้ากลุ่มพัฒนาองค์กร สคร.๕ ได้นำเสนอแนวคิดการจัดการความรู้ ตามไฟล์ PowerPoint ดังนี้
๒.๑  Conceptual
- การจัดการความรู้ในองค์กร การจัดการความรู้เป็น KPI ขององค์กร เพื่อให้เกิดองค์การแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization: LO)
- PMQA model ๗ หมวด
    หมวด ๕ การวัด วิเคราะห์ การจัดการความรู้ : ยุทธศาสตร์ละ ๑ เรื่อง
    หมวด ๖ การจัดการกระบวนการ : กระบวนการสร้างคุณค่า ๑ เรื่อง และกระบวนการสนับสนุน ๑ เรื่อง
- ทิศทาง  KM ปี ๕๕
- นโยบาย
- KM/R2R/Innovation/วิจัย (๐.๓๐ %)
๒.๒ KPI (ร่วม) ปี ๕๕ สู่บุคคล
- ระดับความสำเร็จของการจัดการความรู้ของหน่วยงาน KM/R2R/Innovation (KPI ร่วม ปี ๒๕๕๕)

ระดับต่ำสุด
ที่ยอมรับได้
ระดับต่ำกว่ามาตรฐาน
ระดับมาตรฐาน
ระดับยาก
ปานกลาง
ระดับยากมาก
1. มีกิจกรรมการจัดการความรู้ 1 เรื่อง
(แจ้งภายใน 20 มี.ค.)
1. มีกิจกรรมการจัดการความรู้ 1 เรื่อง
(แจ้งภายใน 10 มี.ค.)
1. มีกิจกรรมการจัดการความรู้ 1 เรื่อง
(แจ้งภายใน ก.พ.)
1. มีกิจกรรมการจัดการความรู้ 1 เรื่อง
(แจ้งภายใน 15 ก.พ.)
1. มีกิจกรรมการจัดการความรู้ 1 เรื่อง
(แจ้งภายใน ม.ค.)
2. มีการรายงานความก้าวหน้าในการประชุมกก.KM
(ภายใน ก.พ.)
2. มีการรายงานความก้าวหน้าในการประชุมกก.KM
(ภายใน ก.พ.)
2. มีการรายงานความก้าวหน้าในการประชุมกก.KM
(ภายใน ม.ค.)
2. มีการรายงานความก้าวหน้าในการประชุมกก.KM
(ภายใน ม.ค.)
2. มีการรายงานความก้าวหน้าในการประชุมกก.KM
(ภายใน ม.ค.)
3. สรุปบทเรียน
(ส่งภายใน 10 ก.ย.)
3. สรุปบทเรียน
(ส่งภายใน 5 ก.ย.)
3. สรุปบทเรียน
(ส่งภายใน ส.ค.)
3. สรุปบทเรียน
(ส่งภายใน 15 ส.ค.)
3. สรุปบทเรียน
(ส่งภายใน 10 ส.ค.)



4. นำเสนอในการประชุมของสคร.5
(กลุ่มเป้าหมายคือ บุคลากรสคร.5)
4. นำเสนอในการประชุม
(กลุ่มเป้าหมายเป็นบุคลากรภายนอกหน่วยงาน)

- ระดับความสำเร็จของการจัดทำกระบวนการสร้างคุณค่าและกระบวนการสนับสนุน (KPI ร่วม ปี ๒๕๕๕)
  คู่มือการปฏิบัติงาน (Work Manual) ประกอบด้วย
- ที่มา วัตถุประสงค์ ขอบเขต คำจำกัดความ ขั้นตอนการปฏิบัติ (Flowchart)
- สื่อสารให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ และนำไปใช้
- ประเมินผลความพึงพอใจ

ระดับต่ำสุด
ที่ยอมรับได้
ระดับต่ำกว่ามาตรฐาน
ระดับมาตรฐาน
ระดับยาก
ปานกลาง
ระดับยากมาก
1. มีคู่มือการปฏิบัติงาน (Work Manual) 1 เรื่อง
1. มีคู่มือการปฏิบัติงาน (Work Manual) 1 เรื่อง
1. มีคู่มือการปฏิบัติงาน (Work Manual) 1 เรื่อง
1. มีคู่มือการปฏิบัติงาน (Work Manual) 1 เรื่อง
1. มีคู่มือการปฏิบัติงาน (Work Manual) 1 เรื่อง
2. มีการดำเนินการตามคู่มือการปฏิบัติงาน
2. มีการดำเนินการตามคู่มือการปฏิบัติงาน
2. มีการดำเนินการตามคู่มือการปฏิบัติงาน
2. มีการดำเนินการตามคู่มือการปฏิบัติงาน
2. มีการดำเนินการตามคู่มือการปฏิบัติงาน
3. มีสรุปผลประเมินความพึงพอใจ
(ร้อยละ 60)
3. มีสรุปผลประเมินความพึงพอใจ
(ร้อยละ 65)
3. มีสรุปผลประเมินความพึงพอใจ
(ร้อยละ 70)
3. มีสรุปผลประเมินความพึงพอใจ
(ร้อยละ 75)
3. มีสรุปผลประเมินความพึงพอใจ
(ร้อยละ 80)



แลกเปลี่ยนเรียนรู้
คุณนิยม : การทำ KM น่าจะมีวิธีการสร้างบรรยากาศให้เกิดขึ้น เช่น Road map วางแนวทางการสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการ เช่น เชิญเครือข่ายเข้ามาร่วมทำเพื่อสร้างนวัตกรรม การสร้างบรรยากาศ การสร้างขวัญ/กำลังใจ
ผอ.สคร.๕ : การทำแผนในเดือน ก.ย. ณ โรงแรมเฮอร์มิเทจ โดยยังไม่ได้พูดคุยหารือกันก่อน วันนี้จึงเป็นการ Share vision และค้นหาต้นทุน (คน ความรู้) และหากระบวนการพัฒนา/ให้คุณค่า  
คุณธีรศักดิ์ : KM ในปีนี้เป็นกระแสมากขึ้น และได้กำหนด KM เป็นตัวชี้วัดลงทุกกลุ่มจะง่ายขึ้น ซึ่ง KM เป็นการพัฒนา (ตนเอง+งาน) ที่ทุกคนในกลุ่มจะต้องทำร่วมกัน เรียนลัดจากประสบการณ์
เน้น KM ประกอบด้วย Hand Head Heart ทำจริง มีความรู้ในเรื่องนั้น ๆ (จากประสบการณ์ และตำรา) และมีทัศนคติที่ดี และแบ่งปันจากการพูดคุย เช่น Face book คุยกันในเรื่องที่ทำและบันทึก (ข้อมูล+ภาพ)
กระบวนการ KM ในปี ๒๕๕๔ ให้ตัวแทนของแต่ละกลุ่มพิจารณางานที่ทำและเลือกผลิต Knowledge Asset โดยมีเวที (หลาย ๆ ครั้ง) ให้มาเล่า Concept กระบวนการ การเก็บข้อมูล และ K. Asset ที่ได้ อย่าให้ KM มาอยู่ที่คนรับผิดชอบ และไม่ให้ KM มาเป็นภาระ ในปี ๕๔ คนที่รับผิดชอบ KM ไม่ใช่คนที่ทำงานนั้นจริง ๆ
คุณนิ่มนวล : ให้ระมัดระวังการใช้ Face book คิดก่อนพูด และพูดเชิงสร้างสรรค์ 
คุณอรสา : แลกเปลี่ยน R2R งานบริหารที่ได้รับรางวัลในปี ๒๕๕๔ เรื่อง การพัฒนาฐานข้อมูลการฝึกอบรมของบุคลากร เพื่อสนับสนุนงานพัฒนาทรัพยากรบุคคล ก่อนทำ รู้สึกว่าอยากทำ แต่เป็นภาระ แต่ทำแล้วเห็นว่าเป็นการพัฒนางาน โดยมีทีมช่วยทำ

วาระที่ ๓ เรื่องเสนอเพื่อพิจารณา
๒.๑ คณะทำงาน และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การทำ KM กระบวนการสร้างคุณค่า/สนับสนุน ของแต่ละกลุ่ม

กลุ่ม
คณะทำงาน
เรื่อง KM
ภาคีเครือข่าย
ดร.เพลินพิศ
การวิจัยประเมินผลโครงการ ๔ อำเภอต้นแบบ
พัฒนาวิชาการ
คุณวิมลพรรณ คุณปรียานุช
คุณธีรศักดิ์ (Fa.)
ถอดบทเรียนกระบวนวิจัย PAR บุหรี่ ปี ๓
สื่อสารฯ
คุณนิยม
คุณมาณวิกา
นวัตกรรมการสื่อสาร ๑๐ โรคตามนโยบายฯ
ระบาด
คุณสุทธิลักษณ์ คุณวีระพงษ์
การสื่อสารผ่าน Facebook สนับสนุนการเฝ้าระวังโรค
ตอบโต้ฯ
คุณประดิษฐ์(เพิ่ม) คุณเฉลิมพร
การประเมินผลกระทบต่อสภาวะสุขภาพ จากภาวะฉุกเฉินอุทกภัย
แผนงานฯ
คุณพรรณรัตน์
แนวทางการพัฒนาการเฝ้าระวัง ป้องกันควบคุมโรคมือเท้าปากในศูนย์เด็กเล็ก
พัฒนาองค์กร
คุณนิ่มนวล คุณอินท์ฉัตร(เพิ่ม)
คุณนันท์นภัส คุณพรศักดิ์
รูปแบบการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร
บริหาร
คุณพัชรา คุณสนธยา คุณจันทนา
คุณสุทิภรณ์ คุณสุชาวดี คุณสุกัญญา
ประเมินความพึงพอใจการใช้ E-Slip (Online)
ศูนย์อ้างอิงฯ
คุณดอกรัก คุณนที(เพิ่ม)
การพัฒนาคุณภาพศูนย์ซ่อมเครื่องพ่นเคมี
งานเภสัช
คุณดวงจันทร์(เพิ่ม) คุณพัชรภร
การพัฒนาระบบบริหารคลังเวชภัณฑ์ยา
งานชันสูตร
คุณเสวียน(เพิ่ม)
การประกันคุณภาพการตรวจ Slide TB
ศตม.๕.๑
คุณสำอาง
การป้องกันควบคุมโรคไข้เลือดออกในพื้นที่ซ้ำซาก
ศตม.๕.๒
คุณชาญชัย
การเขียนรายงานการสอบสวนโรคไข้เลือดออกให้ได้มาตรฐาน
ศตม.๕.๓
คุณสมพร คุณสุนันทา
การป้องกันควบคุมโรคไข้เลือดออกในพื้นที่ซ้ำซาก
ศตม.๕.๔
คุณจงรัก
การป้องกันควบคุมโรคไข้เลือดออกในพื้นที่เกิดโรคซ้ำซาก

กลุ่ม
คณะทำงาน
เรื่อง กระบวนการสร้างคุณค่า/สนับสนุน
ภาคีเครือข่าย
คุณรัฏฐรินีย์
ประเมินโครงการ ๔ อำเภอต้นแบบ
พัฒนาวิชาการ
คุณกัลยาณี
กระบวนการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม
สื่อสารฯ
คุณเบญจมาศ
การสร้างภาพลักษณ์องค์กร
ระบาด ตอบโต้
คุณนันทนา
GIS การประเมินพื้นที่เสี่ยง
แผนงานฯ
ดร.บัณฑิต
กระบวนการประกันคุณภาพการประเมินผล
พัฒนาองค์กร
คุณนิ่มนวล คุณนันท์นภัส
คุณจิระเดช คุณสุนนท์ชัย(เพิ่ม)
กระบวนการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร
บริหาร
คุณจันทนา คุณจามรี
คุณทรงพล
คุณนิตยา
คุณอรสา คุณนงค์นุช
คุณขวัญจิตร์ คุณไปรยา
-ระบบ e-Slip (เหมือน KM)
-ประเมินพนักงานขับรถ Online
-ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์
-ฐานข้อมูลบุคลากร
-ระบบเบิกวัสดุ
ศูนย์อ้างอิงฯ
คุณดอกรัก คุณนที
การจัดทำคู่มือการจัดการปัญหายุงลายบ้านระดับชุมชน
งานเภสัช
คุณดวงจันทร์
การพัฒนาระบบบริหารคลังเวชภัณฑ์ยา (เหมือน KM)
งานชันสูตร
คุณเสวียน
การประกันคุณภาพการตรวจ Slide TB (เหมือน KM)
หมายเหตุ ตัวหนังสือสีแดงคือ เพิ่มเติม/แก้ไข

๒.๒ นวัตกรรม (ร่วม)
(๑) การจัดการความรู้พิพิธภัณฑ์แมลงทางการแพทย์และสาธารณสุข (ปี ๕๕ Phase , ปี ๕๖ สรุปผล) คุณนที ทำโครงการเสนอ และกำหนดทีม บทบาท
(๒) E-learning in Social Media (You tube, Face book, Website) คุณวีระพงษ์ ทำโครงการเสนอ และกำหนดทีม บทบาท

การดำเนินการต่อไป
ผู้บริหาร
- สนับสนุนงบประมาณ
- จัดระบบการทำงาน เพื่อสนับสนุนงานทำงาน เช่น การร่วมประชุม KM จัดเวทีประชุมให้บ่อยขึ้น
กลุ่ม
- Share ความคิดเห็นในกลุ่ม การจัดสรรเวลา รวมทีมช่วยทำ
- เน้นการบันทึกอย่างเป็นระบบ (คนเก่งขึ้น ผลงานพัฒนา Process การทำงาน ประเมินผลกระทบ)

ปิดประชุมเวลา ๑๒.๓๐ น.


วันพฤหัสบดีที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

MAC Address และ IP Address

ในระบบเครือข่ายที่คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องแบ่งปันทรัพยากรและข้อมูลร่วมกัน นั้น หมายความว่าคอมพิวเตอร์สามารถรับและส่งข้อมูลถึงกันและกันได้ ซึ่งการทำเช่นนั้นได้แสดงว่าคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะต้องมีรูปแบบของการ อ้างอิงตำแหน่งภายในเครือข่าย เพื่อให้การติดต่อกันระหว่างเครื่องสามารถทำได้ถูกต้อง โดยรูปแบบการระบุตำแหน่งของเครื่องคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายจะมีอยู่ 2 ค่าดังนี้


MAC Address
MAC Address เป็นชุดตัวเลขที่ทางผู้ผลิตระบุไว้ให้กับการ์ดเครือข่าย (Network Interface Card : NIC) แต่ละชิ้น ค่า MAC Address จึงเป็นค่าตัวเลขที่ไม่มีซ้ำกันในโลก เลขแต่ละชุดจะมีเพียงชุดเดียวนั่นเอง ซึ่งประโยชน์ของ MAC Address คือการนำไปใช้ในเรื่องของระบบความปลอดภัยในเครือข่ายเช่น การกำหนดให้มีการกรองค่า MAC Address เพื่อป้องกันการบุกรุกจากผู้ไม่ประสงค์ดี เป็นต้น

IP Address
IP Address เป็นชุดตัวเลขบนเครือข่ายที่รู้จักกันดีมากกว่า MAC Address โดยค่า IP Address จะเป็นค่าที่ได้รับเพื่อใช้งานในลักษณะชั่วคราวและสามารถเปลี่ยนแปลงได้ โดยส่วนใหญ่ระบบเครือข่ายที่เครื่องคอมพิวเตอร์ไปเชื่อมต่อด้วยมักจะกำหนด IP Address ให้เพื่อใช้อ้างอิงภายในเครือข่ายนั้นๆเช่น 192.168.1.100 (โดยที่เครือข่ายอื่นๆ อาจมีการใช้หมายเลข IP Address นี้ซ้ำได้ด้วยเช่นกัน แต่ในเครือข่ายเดียวกัน IP Address จะไม่ซ้ำ)

ข้อดีของการ Fixed MAC Address คือ
- ป้องกันการโจมตีของ NetCut, Virus จาก Hi5, โปรแกรมพวก arp posioning attack
- ป้องกันลูกค้าเปลี่ยน IP Address ของเครื่องลูก เนื่องจากว่า ถ้าเปลี่ยน IP จะทำให้เข้าเน็ตไม่ได้
- ป้องกันลูกค้าหรือผู้ไม่ประสงค์ดี แกล้งเปลี่ยน IP ชนกับ Gateway เพื่อให้ระบบล่ม
- ป้องกันการปลอม MAC Address เพื่อเข้ามาใช้งานในระบบได้

ที่มา:
http://www.varietypc.net/main/archives/1789
http://2poto.com/component/option,com_kunena/Itemid,2/catid,13/func,view/id,2818/